<body><script type="text/javascript"> function setAttributeOnload(object, attribute, val) { if(window.addEventListener) { window.addEventListener('load', function(){ object[attribute] = val; }, false); } else { window.attachEvent('onload', function(){ object[attribute] = val; }); } } </script> <div id="navbar-iframe-container"></div> <script type="text/javascript" src="https://apis.google.com/js/platform.js"></script> <script type="text/javascript"> gapi.load("gapi.iframes:gapi.iframes.style.bubble", function() { if (gapi.iframes && gapi.iframes.getContext) { gapi.iframes.getContext().openChild({ url: 'https://www.blogger.com/navbar/13026880?origin\x3dhttp://komengidea.blogspot.com', where: document.getElementById("navbar-iframe-container"), id: "navbar-iframe" }); } }); </script>

KoMeng

KoMeng : The Ideas Stroming

ขอบข่าย ERP

29 พฤษภาคม 2548 โดย imon
เมื่อตกลงทำ ERP แล้วขอบข่ายว่า
ทำแค่ไหน ปริมาณไหน หรือ ราคาด้วย เราจะตั้งหลักเกณฑ์กันอย่างไร
อย่าง เรื่องราคาของ Product เนี่ย มันควรจะเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มทุน

ตกลงใจว่า...

27 พฤษภาคม 2548 โดย Unknown
งานหลักก็คงเป็น ERP

ERP

ERP

ERP

เดี๋ยวมาว่ากันต่อ

Framework

โดย Unknown
ชื่อก็ตั้งได้แล้ว DBSNi เว็บก็เสือกมีแล้วอีก www.DBSNi.net

ชื่อเต็ม ๆ ก็มีแล้ว Digital Bustiness System and Network Integration

แต่ ยังไม่รู้ว่าจะขายอะไร

อันนี้อันตรายมากสำหรับการเริ่มทำองค์กร เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าจะไปจับลูกค้าตรงไหน

เลยคิดว่า ณ เวลานี้คงต้องเริ่มทำ Framework ขององค์กรแล้วว่าจะทำอะไร ทำยังไง ทำที่ไหน ทำเมื่อไร และทำให้ใคร

อาจจะต้องเสียเวลาและต้องให้ความใส่ใจกับมันมาก ๆ เพราะนี่ core ขององค์กรเรา

ไม่งั้นก็จะกลายเป็น SME หรือ Software House กระจอก ๆ ไปเสียฉิบ

หลักแหล่ง

26 พฤษภาคม 2548 โดย imon
ชื่อเต็ม :Digital Business System and Network Intergration
ชื่อเรียกขาน : DBSNetwork <-- ไม่รู้ว่ามีคนใช้ไปหรือยัง
ชื่อเว็บ : http://www.dbsni.net
มีชื่อบริษัท มี Host มีเว็บ ของบริษัทแล้ว ถือว่าบริษัทมีหลักแหล่งแล้ว
ยังคิด Product ของ บริษัทไม่ได้เลยวะ

พฤติกรรมบริโภค

25 พฤษภาคม 2548 โดย imon
พอดี คิดขึ้นมาได้ ในเรื่อง มุมมองการตลาดด้าน IT จากประสบการณ์ ที่เคยทำงานร้านพิดโลก IT
ที่้ร้านเขาก็เป็นตัวแทนจำหน่าย พวก Software หลายๆ ตัวที่น่าสนใจ
แต่ สิ่งที่ทำให้นึกขึ้นมาได้คือ พฤติกรรมบริโภค ของคนไทย คือ ไม่ค่อยสนใจเรื่องลิขสิทธิ์
แล้ว Software บางตัว ก็มี แบบแจกฟรี ซึ่ง ผู้บริหารบางแห่งไม่สนใจจริงๆ กับเรื่องนี้
แต่ถ้า ผู้บริหาร บริษัทใหญ่ๆ เนี่ย เขาสนใจ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดว่า เราจะเข้าไปหาเขา เสนอ Product
ได้ไง . . . ขนาดมึงยังใช้ Ooo เลย แต่ถ้า Product เป็น เรื่องของ System ซึ่ง เราคิด ราคา เท่ากับเขาจ้าง SA คนนึงในเวลา 6 เดือน แต่ทีมเราเข้าไปทำงานที่ใช้ SA คนเดียวทำงาน 6 เดือนให้เหลือ 1-3 เดือน
ไอเดีย มาจาก เรื่องของไอ้พี่กวางไง เป็นตัวอย่างที่ดี . . . ผลเสียของการตั้งทีม IT คือ ผลดีกับการจัดจ้างเรา
โดยเราก็แบ่งงาน เป็น สัดส่วนไป

Documentation + Presentation

24 พฤษภาคม 2548 โดย Unknown
อีกเรื่องที่สำคัญมากในการรับงาน

คือการทำเอกสารและการนำเสนอ

เอกสารที่ต้องทำบ่อย ๆ ก็มี พวก URD (User Requirement Description), พวก Project Plan, Time Frame etc... อีกเยอะแยะ

ซึ่งแน่ล่ะพวกนี้จำเป็นต้องใช้พวก Tools ต่าง ๆ มาช่วย -- VISIO, OOo, หรือ M$ Office

คนที่จะทำเอกสารพวกนี้ไม่ใช่แค่ว่าพิมพ์ง่าย ๆ เหมือยรายงาน Project ที่เคย ๆ ทำ รายงานโปรเจคที่ว่านั้นง่ายกว่าเอกสารต่าง ๆ ที่กูบอกไปข้างบนนั้นประมาณ 15-20 เท่า ดังนั้นจำเป็นต้องมีความสามารถในการใช้ Tool พอสมควร (เดี๋ยวกูจะให้ดูว่า URD ห่าเหวอะไรนั่นหน้าตาเป็นยังไง)

ส่วนเรื่องการนำเสนอ

อันนี้จะยังไม่พูดถึงบุคคลิกละกัน คงเดา ๆ กันได้อยู่

แต่ในการนำเสนอนั้นมันจำเป็นจะต้องมีสิ่งที่ต้องใช้ควบคู่กันคือ เอกสารประกอบการนำเสนอ

เอกสารประกอบการนำเสนออาจจะเป็น แผ่นใส, อิมเพรส, คีย์โน๊ต หรือไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ (กูจะเอาผลิตภัณฑ์ M$ ไว้หลังสุดเลยมึง)

ซึ่งการทำเอกสารการนำเสนอให้น่าสนใจเป็นเรื่องที่ "ยาก" พอสมควร เพราะมึงต้องรู้ถึงธรรมชาติของผู้ที่จะรับการนำเสนอดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น

- ถ้ามึงจะไปเสนองานให้กับทาง Technician มึงก็ต้องใส่พวกรายละเอียดด้านเทคนิคเข้าไปพอดู แล้วเรียบเรียงให้เป็นเหมือน Flowchart (มั้ง)
- ถ้ามึงจะไปเสนอให้ผู้บริหาร มึงก็ต้องทำให้เค้าเห็นประโยชน์ของสิ่งที่มึงจะทำ Merit, Demerit ห่าเหวอะไรก็ใส่เข้าไป และการนำเสนอต้องเป็นรูปแบบของ Overview และเจาะไปในสิ่งที่เค้าคาดหวังจากผลิตภัณฑ์ของเรา สำคัญที่สุดคือ ตัวหนังสือน้อย ๆ รูปที่แสดงให้ความฝันเห็นเป็นรูปธรรมต้องเยอะ ๆ

อันนี้กูเอาประสบการณ์ตรง ๆ มาแชร์กัน

ยังติดอีกเรื่อง กูกำลังหาแนวทางในการทำเอกสารประกอบการนำเสนอให้กับคนที่ไม่รู้เรื่องที่กูจะพูดรู้เรื่องให้ได้ โดยคนฟังกูจะมีสองกลุ่มคือ คนที่รู้เรื่องและคนที่ไร้เรื่องเลย กูต้องการให้คนที่ไม่รู้เรื่องเลย เข้าใจว่ากูพูดอะไรและคนที่รู้เรื่องแล้วไม่คิดว่า "เรื่องนี้กูรู้แล้ว" ยากดี ทำกูปวดหัวด้วย

สรุปก็คือ จะเปิดบริษัท มึงต้องมีคนทำเอกสารเก่งโคตร ๆ อยู่คนนึงนะ (ไม่ต้องจ้างเพิ่มก็ได้ แต่เราต้องทำให้เก่ง ๆ)

ยุทธภูมิ

23 พฤษภาคม 2548 โดย imon
ทำเล ที่ตั้ง
ทำเลที่ตั้งก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ในการ ที่จะเป็นที่ๆ ลูกค้า มาติดต่อเรา แต่ที่ไหนดีละ
อย่างแรก เลย ต้องเป็นที่ๆ เดินทางสะดวก อาจจะใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้า บนดินหรือใต้ดิน
ซึ่งนั่นแหละ แพงมากๆ ถ้าเช่าทั้งตึก แต่ถ้าเช่าเป็นชั้น ในตึกที่ เปิดให้เช่าเป็น Office อยู่แล้วก็ไม่น่าเป็นปัญหา
แต่ก็ราคาแพงพอควรเลยละ เหมือนกับว่าทำงานเพื่อมาจ่ายค่าเช่าตึก หรือ ว่าจะเช่า อยู่ใน IT มอล์ล ที่ไหนซักแห่ง
ก็ดีเหมือนกัน แก้ปัญหาเรื่องที่จอดรถ
. .
ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน เรื่องแอร์ อันนี้สำคัญมากเลย ถ้าสมมุติว่า ได้ตึกเปล่าๆ มา หมายถึงถ้าไม่ไปอยู่ใน IT มอล์ล
หรือ ตึกใหญ่ๆ ที่ใช้แอร์รวมเนี่ย เราก็ต้องลงทุนกับเรื่องนี้พอควร
. .
รถ ที่ใช้ service
รถที่ใช้ service เนี่ย ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน ไอ้ลำพัง เจ้าของ 2 คน วิ่งรอก รถตัวเองมันก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้า จำเป็นต้องให้ลูกน้องไปเนี่ย เราต้องมีรถ ให้ สำหรับรับส่งของ

สุดท้าย ก็เรื่องเงิน
จะเอาเงินมาจากไหนมาระดมทุน แค่เปิด Office ก็ใช้เงิน ไม่ต่ำกว่า เงินแสน
กูว่า มึงกะกู เนี่ย เขียนโปรแกรมขายเก็บเงินก่อนดีกว่า หรือ ไปเป็น Software Vender ก่อน ดีป่ะ
ระดมทุนก่อน เรื่องเงินเนี่ยกูคิดไม่ออกวะ นอกจากกูจะถูกหวยออมสิน สัก 10 ล้าน

Working place enviroment

โดย Unknown
ถ้าจะพูดถึงบรรยากาศการทำงานของบริษัทก็อยากได้ออฟฟิศที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่ ต้องมีการจัดการพื้นที่ให้น่าทำงาน

ทั้งเรื่องของการตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ การจัดไฟ รวมถึงการจัดวางสิ่งของต่าง ๆ

ซึ่งเรื่องพวกนี้จะเกี่ยวข้องไปถึงภาพลักษณ์ขององค์กรด้วย

โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ IT โดยตรง เรื่องพวกนี้สำคัญมากๆๆๆ

มาว่ากันด้วยเรื่องของเฟอร์นิเจอร์

เฟอร์นิเจอร์ที่อยากได้ก็นี่เลย เออร์โกโนมี โคดๆ

สิ่งพวกนี้สำคัญพอดู เพราะเป็นเรื่องของการ สร้างบรรยากาศการทำงานและความน่าเชื่อถือ

ไม่รู้ว่ารู้จัก PPA Pager ที่เคยดังมากเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อนได้หรือเปล่า

เจ้าของ PPA Pager เป็นเด็ก ม.เกษตร ที่ได้ไปแข่งโอลิมปิก (แต่จำไม่ได้ว่าได้เหรียญหรือเปล่า) แต่โคตรเก่งอะ

ตอนนี้ทำบริษัทเป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์เยอะแยะ ชื่อบริษัท PPA Innovation

ออฟฟิศอยู่ตรงตึกพลโยธินเพลส แถว ๆ อารีย์

พอดีได้มาโอกาสไปที่ตึดนั้นแล้ว "บังเอิญ" ไปเห็นออฟฟิศของบริษัทนี้เข้า

ออฟฟิศเป็นห้องขนาดประมาณ 4x8 หรือ 4x6 เมตรนี่แหล่ะ

แต่ว่า ลักษณะของออฟฟิศเป็นเหมือนกับ "หอพัก" สมัยเรียนเลย

ไม่มีความเป็นบริษัท IT เลย

ไม่รู้ว่าเค้ามีออฟฟิศที่อื่นอีกหรือเปล่า แต่ว่าที่เห็นนี่ "ไม่สมกับเป็นบริษัท" เลย

อย่าให้เกิดกับ KoMeng

ตลาด . . .

22 พฤษภาคม 2548 โดย imon
ในเรื่องการเข้าทำตลาด เนี่ย ก็ เป็นเรื่องใหญ่อยู่เหมือนกัน
ยังจำได้เลย คำพูดอาจารย์ แสงชัย (ดุ๊กดิ๊ก) ของพวกเรา
" มี Sale ขายรองเท้าอยู่ 2 คน นั่งเครื่องบินไปประเทศ ประเทศหนึ่ง ทันที่ที่
Sale ทั้ง 2 ลงมาจากเครื่องบิน ทั้งสองได้เห็นประชาชนในประเทศนี้ ไม่เหมือนใคร
คือไม่มีใครใส่รองเท้า Sale คนแรก โทรกลับไปหา Boss บอกว่า ขอกลับ
เพราะไม่รู้จะเอารองเท้ามาขายใคร เพราะไม่มีใครใส่รองเท้า
แต่อีกคน กลับ ขออยู่ แล้วโทรหา Boss ว่า ให้เอารองเท้าที่มีอยู่ใน สต๊อก มาให้หมด
เอามาขายกับคนที่ไม่ใส่รองเท้า เพราะว่าไม่มีคู่แข่ง "

เหมือนกัน ...
กับธุรกิจของเรา ว่าเราจะเดินไปทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเรา
อืม . . .
กูสนใจไปเปิด ISP ที่ลาว วะ . . . อันนี้คิดไว้นานแล้ว ตั้งแต่สมัยยังเรียน
ใครจะมองว่า ลาว ไม่มีเทคโนโลยีที่เพียงพอแล้ว แต่ผิดเลย ถ้าเราไปทำตลาด อย่างที่
เราเคยคิดไว้ ไม่แน่ ก็อาจจะเป็นเหมือนนิทานเรื่องนี้ก็ได้ . . .
ตอนนี้เก็บเงินค่าเครื่องบินก่อน จนวะ ทำงาน ราชการ ก็เสียอย่างงี้แหละ
เก็บเงินได้ช้ากว่าเพื่อน แต่ทำงานสบายกาย ส่วนจะสบายใจ ก็คงเหมือนๆกันแหละ
ไม่ว่าอยู่ที่ไหน คำเดียวเลย
ซื่อสัตย์ ขยัน และ อดทน อยู่ที่ไหนไม่อดตาย

The scope of KoMeng...

21 พฤษภาคม 2548 โดย Unknown
สิ่งนึงที่ยังไม่อยากกำหนดลงไปว่า KoMeng จะทำอะไรก็คือ

"ยังไม่มีคน"

ถึงจุดนี้ คงจะต้องทำเป็นลักษณะคล้าย ๆ กับการ Implement + Routine แต่จะ Implement อะไร Routine อะไรนั้น ยังนึกไม่ออก

กูอยากบอกว่ามุมมองของมึงในบลอกอันล่างนั้นไม่ผิด นั่นคือสิ่งนึงที่เราจะเดินไปแต่แน่นอน

แต่ต้องมองหนทางอื่นไว้อีก

KoMeng อาจจะเป็นบริษัทที่รับทำแต่ Operation, Maintainance ห่าเหวอะไรอย่างเดียวก็ได้

KoMeng อาจจะเป็นบริษัทที่รับทำแต่ Consultance อย่างเดียวก็ได้

KoMeng อาจจะเป็น Software Vendor ก็ได้

KoMeng อาจจะเป็น 3rd Party ทำงานให้ Vendor ก็ได้

KoMeng อาจจะกินรวบทั้งหมดที่พูดมาก็ได้

สิ่งเหล่านี้ต้องดูที่ Trend ของตลาดและปริมาณเงิน

**กูเข้าใจเรื่องมุมมองของกูกับของมึง เหตุเพราะอยู่ในธุรกิจคนละแบบ**

**เดี๋ยวคงต้องมาคุยกับเรื่อง Scope แบบละเอียด**

แต่ว่าตอนนี้มันคงเป็น Period ของการ Get requirement จากกูและมึง หลังจากนั้นคงตั้งมา Adjust กันว่าจะลงตรงไหน

Software ที่ต้องใช้งานในบริษัท

20 พฤษภาคม 2548 โดย Unknown
เอาเรื่องของ Office Suite ก่อน

คาดว่าเรื่องงานทั่ว ๆ คงจะรับมือได้ด้วย OOo

OS ล่ะ

ก็คงเป็น Windows นั่นแหล่ะ แต่ถ้าเป็นไปได้อยากให้เป็น Linux ; )

Tools ในการพัฒนา


กรณีที่ต้องใช้งาน commercial tools ล่ะ ทำไงดี ?

ว่าด้วยเรื่องชื่อ

โดย imon
ถ้าอย่างงั้น ชื่อบริษัท ต้องเป็น คอนเซ็ป ที่บริษัททำ และ บริการของบริษัท
คิดคร่าวๆ ได้ว่า

S=Service บริการ ด้วยหัวใจ
I=Imformation สารสนเทศ คือสิ่งที่เราทำให้
D=Design ออกแบบ ระบบ อย่างลงตัว
T=Trainning อบรม ให้ท่านพัฒนา
A=Analysis วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ
M=Managment จัดการ ปัญหาของท่านอย่างเป็นระบบ

SiDTAM
คร่าวๆ วะ
ใจนึงก็อยากให้เป็นชื่อย่อ แบบ ของ Sun วะ แต่นึกชื่อเต็ม ของบริษัทไม่ออก . . .
ก็เลย ลองแบบนี้ ก่อน . . . ตอนนี้กำลังเปิดหนังสือ Software Engineer วะ เผื่อได้ไอเดีย ....

KoMeng is a codename...

โดย Unknown
ว่าด้วยเรื่องของชื่อบริษัท

บักม่อน มันบอกว่าจะตั้งชื่อบริษัทว่า โกเหม่ง

จิงอะ ?

ชื่อบริษัทที่ดี (ตามความคิดผม) ควรจะสั้น กระชับ จำง่าย และสื่อถึงภาพลักษณ์ของบริษัทได้ดี

โกเหม่ง -- นี่มันบริษัทก๋วยเตี๋ยวเรือนะมึงงงงงง

Specification
  • สั้น ๆ : 3 - 5 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ไม่น่ามากกว่านี้ หรือไม่อย่างนั้นควรเป็นเลขคี่ (จะได้สมดุลหน่อย (มั้ง)) เวลาไปจดโดเมนจะได้สั้น ๆ จำง่าย ๆ ด้วย
  • ออกเสียงง่าย ๆ : แบบพวก Sun, Apple, Cisco, CDG (อันนี้คงไม่ใช่นะ : P)
  • สื่อถึงภาพลักษณ์ : เอาให้ดูแบบมี Class เหมือนคำว่า Orange (ง่าย ๆ แต่ดูดีฉิบ) เคยคิดคำว่า Cube, Qube etc... แต่ว่ามีคนจดโดเมนอันนี้ไปแล้ว

ตามความนิสัยกู ถ้าตั้งชื่อไม่ได้ดี ๆ หรือจดโดเมนสั้น ๆ ไม่ได้ก่อนกูก็รู้สึกว่ายังไม่ได้เริ่มอะไรเลย (นึกถึงชื่อก่อนสิ่งอื่นใด)

ขึ้น หรือ ลง บน หรือ ล่าง

19 พฤษภาคม 2548 โดย imon
เคยสงสัยไหมว่าเวลาคนเรามอง วัตถุ ๆ หนึ่ง คนส่วนใหญ่จะมอง จาก ข้างบนลงล่าง หรือจาก ข้างล่างขึ้นบน
ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิง คุณจะมอง หน้า ไปหา นม แล้ว สะโพก
หรือ มองจาก สะโพก นม แล้วหน้า
ต่างคนมองต่างมุม

เปิดทำการ

โดย imon
เปิดทำการ โกเหม่ง Company Idea
โกเหม่ง KoMeng มาจากการร่วมกันของคน ธรรมดา 2 คน คือ ผม (ม่อน) และ เพื่อนเก่ง
Mon+Keng = KoMeng
เป็นการ นำเสนอความคิดที่แตกต่าง มุมมองที่แตกต่าง แต่ เข้ากันได้ดี
เหมือน พายุ 2 ลูกที่พัดเข้าหากัน พายุ 2 ลูกนี้ จะไม่ทำลายกัน
แต่จะรวมกัน เพื่อพลังอันยิ่งใหญ่
นั่นคือที่มาของคำว่า KoMeng : The ideas stroming

KoMeng Idea

โดย Unknown
เอาไว้จด idea ต่าง ๆ ของบริษัทในอนาคต

ตอนนี้ก็มีกูกับมึงนะม่อน

Trend ?

โดย Unknown
ว่าด้วยเรื่องของ Trend

  • เดี๋ยวนี้เป็นยุคของการทำงานแบบ "ใครเก่งอะไร ก็ทำอันนั้นไป อันไหนทำไม่ได้ ทำไม่เก่ง ทำแล้วไม่คุ้ม ก็จ้างแม่งโลด"

จ้่างแม่งโลด -- จ้างใครล่ะ -- ก็เป็นที่มาของ Outsourcing

จากการได้คลุกคลีทั้งการเป็น Outsource ให้ชาวบ้าน และเป็นชาวบ้านให้ Outsource พบว่า

Outsource แบ่งเป็นสองประเภทคือประเภทแรงงานและประเภทสมอง ?

ถ้าบริษัทเราทำ Outsource จะทำอะไร ?, Outsource อะไร ? Outsource ประเภทไหน ? -- เป็นคำถามที่ต้อง Bookmark ไว้เลย

Outsource แรงงานนี่ไม่ต้องคิดอะไรมาก จ้างคนไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องมี Logic มากมาย เน้นเงินเข้าว่า "ทำให้เค้ารู้สึกว่าได้เงินมากกว่าวุฒิที่จบ" และต้องสร้างฝันเก่ง ๆ (อันนี้ผิดศีลธรรม แต่เป็นสิ่งที่เห็นมา เอามาเป็นอุธาหรณ์)

Outsource สมองนี่คนต้องเก่งโคตร ๆๆๆๆๆ ที่เจอแล้วซูฮกมันก็ Accenture (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม) เก่งโคตร ๆ
  • Trend ต่อมา Vendor

เท่าที่เห็น ๆ ก็คือไปเอา 3rd party มาทำโปรแกรมให้แล้วก็ขาย Solution เป็น Solution Provider พวกนี้ต้องมีตังนิดนึง เพราะทำตัวเหมือนชาวบ้านให้ Outsource (3rd party) หรือไม่ังั้นก็ต้องมีตังไปซื้อ Product มา Customize เองแล้วเอามาขายหรือไม่ก็ไป due กับ 3rd party เพื่อเป็นนายหน้าเอา product เค้ามาขาย

ถ้า Product ติดตลาดพวกนี้น่าจะรวยเร็ว เพราะเป็นเหมือนพ่อค้าคนกลาง ซื้อมาขายไป


สุดท้าย จะ Trend ไหนไม่สำคัญ ต้องมองตลาดให้ออก

เก่ง เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเก่งการตลาดและการบริหารด้วย